ความเชื่อเกี่ยวกับดอกบัว

                        บัวมีมาตั้งแต่ สมัยพุทธกาล ซึ่งมีตำนานกล่าวว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้ปรุงยาจากดอกบัว ถวายแด่ องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า แก้อาการอ่อนเพลีย ถือว่าดอกบัวเป็น ดอกไม้ประจำศาสนาพุทธ ตามพุทธประวัติพบว่า บัวมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเมื่อ ได้ทรงตรัสรู้แล้ว แต่เนื่องจากพระธรรมที่พระองค์ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพยาก ต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจและปฏิบัติได้ ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง แล้วทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัวสี่เหล่า
                         คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้ดอกบัว ในการบูชาพระอยู่เสมอ แต่บัวที่เรานิยมปลูกไว้ภายในบ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล คือ บัวหลวง บัวผัน บัวฝรั่ง บัวสาย และบัวกระด้ง
                         ความเชื่อในทางพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยโบราณว่า ดอกบัวก็เหมือนกับคนเรานี้เอง ดอกบัวที่ชูดอกพ้นจากผิวน้ำขึ้นมารับแสงสว่างได้นั้น ก็เหมือนกับ ผู้ที่หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ซึ่งถือเป็นความหมายอันลึกซึ้ง และเป็นมงคลยิ่งนัก
                         คนโบราณจึงมึความเชื่อว่า ครอบครัวใดที่ปลูกบัวเอาไว้ประจำบ้าน ก็จะช่วยให้คนครอบครัวนั้น มีจิตใจที่บริสุทธิ์ สะอาด และเบิกบานแจ่มใส เช่นเดียวกับดอกบัว และยังเชื่ออีกว่า สายใยของบัวที่ยืดยาวนั้น คือสายสัมพันธ์ของครอบครัว จะทำให้ทุกคนมีความห่วงใยรักใคร่ และผูกพันต่อกันอย่างแนบแน่น ครอบครัวนั้น ก็จะมีแต่ความสุข เพราะความรักใคร่ปรองดองของคนในครอบครัวทุกคน   ควรปลูกต้นบัวในวันพุธ เพราะวันพุธนั้น เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้ที่ให้ดอกสวยงาม ต้นบัวที่ปลูกในวันพุธ จะทำให้บัวผลิดอกบานสะพรั่งงดงามไปทั่วทั้งสระ
                          ผู้ที่เหมาะที่จะปลูกบัวมากที่สุด คือ ผู้ที่เกิดปีจอ เพราะ ต้นบัวนั้น เป็นต้นไม้ประจำปีของคนเกิดปีจอ หากผู้ที่เกิดปีจอเป็นผู้ปลูก และมีผู้ที่เกิดปีเดียวกันอาศัยอยู่ภายในบ้าน ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้นไปอีก (ถ้าไม่มีผู้ที่เกิดปีจอ ก็ควรให้หัวหน้าครอบครัวเป็นผู้ปลูกก็ได้)

6 เคล็ดลับในการปลูกบัว

          1. ชนิดและพันธุ์บัว สำหรับ ความนิยมในประเทศไทย ชนิดของไม้น้ำประเภทบัวอยู่ในวงศ์ (Family) Nymphaeaceae ที่นิยมปลูกเป็นไม้ดอก-ประดับมี 3 สกุล (Genus) คือ Nymphaea Nelumbo และ Victoria ความรู้หลักของการปลูกในปัจจัยนี้คือ ปลูกด้วยอะไร ชนิดและพันธุ์บัวที่ปลูกเป็นไม้ดอกและประดับ ส่วนใหญ่ เป็นพันธุ์ลูกผสมทั้งนั้น ยกเว้น “บัวหลวง” และ “บัวกระด้ง” ในประเทศเราจึงปลูกได้ด้วยเมล็ด (seed) ถ้าบัวหลวงเป็นพันธุ์ลูกผสมก็ต้องปลูกด้วยไหล (stolon) บัวประดับอื่น ๆ ได้แก่ บัวผัน บัวสาย ปลูกด้วยหัว (bulb) หรือ ต้นอ่อน หรือ ต้นย่อย (bulbil) ที่แตกจากเหง้าของต้นแม่ บัวนางกวัก และจงกลนี ส่วนใหญ่ปลูกจากหัว ส่วนบัวฝรั่งปลูก จากหน่อ (sprout) หรือ เหง้า (rhyzome) ที่แตกจากต้นแม่
          2. ดิน ถ้า เทียบกับคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องปัจจัยสี่ ดินกับบัวนี่คงเทียบกับอาหารและที่อยู่อาศัย เพราะในดินปลูกบัวเป็นไม้ดอก-ประดับ เราก็ต้องใส่ปุ๋ยเสริม ส่วนการเป็นที่อยู่อาศัยก็เทียบเท่ากับฐานรากของบ้านที่ยึดไม่ให้บ้านล้ม หรือพัง ก็คือต้นบัวฝังรากยึดอยู่ได้ในดินไม่หลุดลอยไปที่อื่น ในบ้านเรา-ประเทศไทยบัวทุกชนิดขึ้นในท้องนา สามัญสำนึกก็คงบอกได้เองเลยว่าต้องเป็นดินเหนียว แต่ถ้าเป็นแหล่งที่ไม่มีดินเหนียว เช่น ในบริเวณที่ราบสูง ก็ควรเป็นดินที่เหนียวที่สุดในบริเวณนั้นคือดินร่วนเหนียว (clayloam) ฝรั่งเมืองนอกเขาใช้คำว่า dirt ในหนังสือหรือ แคตตาล็อคขายบัวหลายเล่ม จากที่อยู่อาศัยก็มาถึงอาหาร ในดินที่ปลูกก็ควรเสริมอาหารให้ เช่น ถ้าปลูกในสระ บ่อดินธรรมชาติ สามัญสำนึกของท้องนาธรรมชาติ อาหารในนาที่ได้คือโปแตสเซียมที่ละลายมากับน้ำที่มาจากป่าเขา จะเห็นได้ว่า การทำนามักจะมีการแนะให้เสริมด้วยปุ๋ย แอมโมฟอส คือปุ๋ยไนโตรเจนกับฟอสฟอรัส หลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไปในการทำ-ผสมดินปลูกบัวคือ เสริมปุ๋ยที่มีธาตุอาหารไนโตรเจนและฟอสฟอรัสให้
          3. บัวเป็นไม้น้ำ ถ้า ไม่มีน้ำก็ปลูกบัวไม่ได้ ก็เป็นส่วนของที่อยู่อาศัยซึ่งมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับชนิดและพันธุ์บัว เกณฑ์ทั่วไปคือต้องมีฤทธิ์เป็นกรดเล็กน้อยหรือเป็นกลาง เหมาะที่สุด ค่า pH ควรอยู่ระหว่าง 6.5-7.5 แต่ในการปลูกจริงๆ โดยเฉพาะในภาชนะจำกัดที่น้ำไม่ถ่ายเท ผู้ปลูกต้องการให้บัวโตเร็วๆ ใส่ปุ๋ยอุตลุต ธาตุไนโตรเจนส่วนเกินจะละลายอยู่ในน้ำที่ปลูก เปลี่ยนสภาพของน้ำเป็นด่าง ค่า pH มักจะสูงกว่า 7.5 ต้องแก้ด้วยการเติม สารเปลี่ยนสภาพให้น้ำเป็นกลาง หรือเสริมด้วยปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัสสูง นอกจากความเป็นกรด-ด่างของน้ำแล้ว ที่สัมพันธ์กับชนิดและพันธุ์บัวโดยตรงคือ “ความลึกของน้ำ” บางชนิดบางพันธุ์ต้องการน้ำลึก บางพันธุ์ต้องการน้ำตื้น ประสบการณ์จากการปลูกของนักปลูกบัวไทย แบ่งความลึกของน้ำในการปลูกบัวไว้ 3 ระดับคือ น้ำตื้น (ก) ระหว่าง 15-30 เซนติเมตร น้ำลึกปานกลาง (ข) ระหว่าง 30-60 เซนติเมตร และน้ำลึกมาก (ค) ลึกกว่า 60 เซนติเมตร แต่ไม่ควรเกิน 1 เมตรครึ่ง หรือควรอยู่ระหว่าง 60-120 เซนติเมตร
          4. ลมก็คือลม ใคร คิดว่าไม่สำคัญ ข้อดีของลมคือช่วยลดความร้อนของน้ำ น้ำถูกแดดร้อน ระบาย ความร้อนขึ้นมา ลมก็ช่วยพัดความร้อนออกไปให้ ดอกก็ไม่เหี่ยว ข้อร้ายก็มีคือถ้าลมแรงเกินไป บัวที่ชูดอกพ้นน้ำ เช่น บัวผัน บัวสาย บัวยักษ์ออสเตรเลีย ที่ก้านดอกอ่อน ลมก็จะปัดก้านโน้ม โอนเอียง ขยับไป-มา กระเทือนไปถึงโคน ราก คลอนไป-มาด้วย สังเกตดูเถอะครับ ในทุ่งโล่งๆ จะไม่ค่อยเห็นบัวผันหรือบัวสายที่ชูก้านดอกสูง จะเห็นแต่ บัวหลวงที่ก้านดอกแข็ง เราจะเห็นบัวผัน บัวสายในสระ-บ่อที่ผนังบ่อสูง แต่ในบึงกว้างน้ำค่อนข้างลึก เช่น ในบึงบรเพ็ด นครสวรรค์ หรือ หนองบัวแดงที่พัทลุง จะเห็นแต่บัวหลวงกับบัวสายเท่านั้น ทั้งนี้เพราะบัวหลวงก้านแข็งดังที่กล่าว ข้างต้น ส่วนบัวสาย เนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยการแตกไหลขยับออกไปรอบๆ จากต้นเป็นกอ จากกอเป็นกลุ่ม จึงช่วยยึดกันไป-มาอยู่ในดินได้ ลมแรงก็ไม่กลัว
          5. แสงแดดเป็นตัวแทนของไฟคลับ ให้ความร้อน (โดย มีลมช่วยให้เย็น) และแสงให้บัวปรุงอาหาร แยกเป็นสองปัจจัยย่อยในแง่ของการให้ความร้อน-เย็น ก็เชื่อมกับความต้องการของชนิดและพันธุ์บัวอีกนะแหละบัวผัน-เผื่อน บัวสาย จงกลนี และบัวกระด้ง (เฉพาะพันธุ์ที่ปลูกในประเทศเราปัจจุบันคือ Victoria amazonica) และบัวหลวง บ้านเรา ถิ่นกำเนิดในเขตร้อน ชอบน้ำค่อนข้างร้อน ร้อนถึง 40 องศาเซลเซียส ก็ยังพออยู่ได้ แต่ถ้าน้ำเย็นกว่า 15 องศาเซลเซียส ไม่ชอบ บัวดังกล่าวจึงควรปลูกในน้ำที่มีอุณภูมิ ณ จุดที่ปลูกระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ส่วน บัวฝรั่งและบัวหลวง (บางพันธุ์) มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเขตหนาว ความร้อน-เย็นของน้ำ ณ จุดปลูกจึงอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส บัวเป็นพืชที่รับปุ๋ยได้ดีมาก ใช้ปุ๋ย-อาหารค่อนข้างเปลือง แสงแดดเป็นตัวสนับสนุนที่มีอิทธิพลที่สุด ทำให้ปรุงอาหารได้เร็วมาก และก็ใช้มากด้วย สถานที่ที่ปลูกบัว เหมาะในที่ปลูกที่ได้รับแสงแดดเต็มที่ ไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ชั่วโมง จะเป็นแดดเช้าหรือบ่ายก็ได้
          6. ที่อยู่อาศัย คือ ปลูกบัวในภาชนะจำกัดแบบต่างๆ ในบ่อดิน บ่อพลาสติก บ่อคอนกรีต คือที่อยู่อาศัยของบัว ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับชนิดและพันธุ์ของบัวที่จะปลูก บัวบางชนิด บางพันธุ์ ปลูกได้เฉพาะในภาชนะจำกัด บางชนิดปลูกได้เฉพาะในสระ-บ่อดิน ลงพื้นดินโดยตรง บางชนิดเหมาะที่จะปลูกในภาชนะและยกลงแช่ในบ่อหรืออ่าง ฯลฯ

ข้าวห่อใบบัว

เครื่องปรุง

 
- ข้าวหุงค่อนข้างสวย 8-10 ทัพพี
- แฮม 100 กรัม
- หมูย่างหั่นบาง ๆ 2 ถ้วยตวง
- กุนเชียงไม่ใส่สีและดินประสิว 2 อัน
- เห็ดหอมแช่น้ำจนนิ่ม 8 ดอก
- ไข่แดงดิบจากไข่เค็ม 4 ลูก
- เม็ดแปะก๊วย(หรือเม็ดบัว) 1 ถ้วยตวง
- น้ำมันงา 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ใบบัวปลอดสารพิษ 8-10 ใบ
วิธีทำ  : คลุกข้าวกับน้ำมันงา ซีอิ๊วดำ และซีอิ๊วขาวให้ทั่ว เอาใบบัววางคว่ำลง ตักข้าวที่คลุกไว้ใส่กลางใบบัว เรียงแฮมที่หั่นแล้ว หมูย่าง กุนเชียง เห็ดหอม และเม็ดแปะก๊วยวางบนข้าว เอาไข่แดงจะหั่นครึ่งก็ได้หรือจะใช้ทั้งใบก็แล้วแต่วางลงไปตรงกลาง ห่อใบบัวเป็นสี่เหลี่ยม เอาตอกหรือเชือกกล้วยผูกไว้ นำไปนึ่งในลังถึงนาน 20 นาที
เหตุหมาย : คนไทยภาคกลางอยู่กับน้ำ ในเมื่อใบบัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มก็เอามาห่อข้าวพกไปกินยามเดินทางเพื่อความ ง่ายและสะดวก เหมือนกับคนทางเหนือและอีสานที่เอาไม้ไผ่มาหลามข้าวเป็นข้าวหลามพกพาไปกิน ยามต้องเดินทางไกล สมัยนี้คงจะหาใบบัวที่ปลอดสารพิษมาทำข้าวห่อใบบัวได้ยากเต็มที จึงต้องอนุรักษ์เมนูนี้ไว้  ที่จริงข้าวห่อใบบัวย่อมมีหลายสูตร ใครจะคิดสูตรไหนมาทำก็คงไม่แปลก เคยกินข้าวห่อใบบัวที่ออกมาหน้าตาเหมือนกับบ๊ะจ่างเปี๊ยบเลย ผิดกันก็แต่ใช้ใบบัวห่อแทนใบไผ่เท่านั้น ก็อร่อยดี

ประวัติดอกบัว


                          ในปี ๒๔๙๔ นักพฤกษศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้ค้นพบซากเรือแคนูยุคหินใหม่ (NEOLITHIC) ลำหนึ่งใกล้ๆ กับกรุงโตเกียว ในเรือลำนั้นมีซากของใบไม้ทับถมอยู่ เมื่อขุดคุ้ยลงไป ได้พบเมล็ดของบัวหลวง ๓ เมล็ด ฝังไว้อย่างดี และยังมีความสมบูรณ์มาก สร้างความฉงนให้นักพฤกษศาสตร์ในอายุของเมล็ดบัวเป็นอย่างยิ่ง เมื่อนำไปทดสอบ ปรากฏว่ามีอายุมากกว่า ๒,๐๐๐ ปี เมื่อความสมบูรณ์ของเมล็ดมีอยู่มาก พอนำมาทดลองเจาะดู เพียง ๔ วัน ความมหัศจรรย์พลันปรากฏขึ้น เมล็ดทั้งสามแตกงอกขึ้นเป็นต้น จากนั้นกล้าอ่อนได้รับความทะนุถนอมอย่างดี ๑๔ เดีอนฝานไป ดอกบัวหลวงจากต้นที่งอกมาจากเมล็ดอันเก่าแก่ได้เบ่งบานสวยงามตระการตา ไม่ผิดแผกจากดอกบัวหลวงที่ขึ้นในปัจจุบัน
                          บัวหลวงเป็นพืชน้ำที่มีความสำคัญยิ่ง โดยถือว่าเป็นราชินีแห่งพื้นน้ำที่มีความงามและประโยชน์นานัปการ นอกจากความสำคัญูทางพฤกษชาติแล้ว บัวหลวงยังมีความสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ทั้งสัญลักษณ์และอามิสบูชา
                          ในทางพฤกษศาสตร์ บัวหลวงอยู่ในวงศ์ NYMPHAE- ACEAE มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า NELUMBO NUCI- FERA GAERIN หรือมีชื่อเรียกว่า SACRED LOTUS มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน ตั้งแต่ดอกที่มีขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ มีกลีบซ้อนกันเล็กน้อย หรีอมีเกสรตัวผู้ที่มีรูปร่างดั่งกลีบซ้อนกันนับร้อย
                          บัวหลวงมีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนและอบอุ่น พบได้ตามแหล่งน้ำทั่วโลก โดยทั่วไปแล้วดอกบัวหลวงจะมีสีขาวหรือชมพู อาจจะอมส้ม หรืออมมวงบ้าง
                           กล่าวกันว่าในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีบัวหลวงพันธุ์หนึ่ง ออกดอกสีขาว แต่ไม่มีหลักฐานยีนยันแน่นอน บัวหลวงสีขาวมีชื่อเรียกว่า บุณฑริก ส่วนสีชมพูมีนามว่าปทุมปัทมา
หรีอโกกระณต ส่วนพันธุ์ที่มีกลีบพร้อมทั้งมีเกสรดัวผู้บางส่วน ลักษณะคล้ายกลีบนับร้อยสีชมพุอมม่วงเรียกว่า สัตตบงกช หรือบัวฉัตรชมพู ส่วนสีขาวเรียกว่า สัตตบุษย์ หรีอบัวฉัตรขาว นอกจากความงดงามที่ตรึงตาแลัวบัวหลวงยังมีกลิ่นหอมละมุน
                           มนุษย์ได้รู้จักคุณค่าอันมีประโยชน์และสรรพคุณด้านยาสมุนไพรของบัวหลวงมาช้า นานแล้ว ในการประกอบอาหาร ส่วนของใบนำเป็นภาชนะ และสร้างกลิ่นหอมหวลให้กับอาทาร เช่น ข้าวห่อใบบัว ใบอ่อนรับประทาน เช่นผักชนิดหนึ่งกับเครื่องจิ้ม เมล็ดจากฝักบัวทั้งสดและแห้ง นำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน ส่วนรากเทง้านำมาต้มเป็นเครื่องดื่ม
                           สรรพคุณด้านสมุนไพร เมล็ดบัวบำรุงรักษาประสาทและไต หรือแม้อาการท้องร่วงหรือบิดเรื้อรัง ดีบัวหรือต้นอ่อนที่อยู่ในเมล็ดมีสีเขียวเข้ม ใช้เป็นส่วนผสมของยาแผนโบราณ พบว่าตัวยามีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อทัวใจ เกสรตัวผู้เมื่อตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยาไทย-จีนหลายชนิด เช่น ยาลม ยาหอม หรือแม้แต่ยานัตถุ์ นอกจากนี้ยังนำมาต้มน้ำดี่ม ก้านใบและก้านดอกนำมาทำยาเเก้ท้องร่วง ส่วนของรากหรือเหง้านำมาต้มน้ำใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำ พร้อมทั้งมีสรรพคุณห้ามเลีอด จึงเห็นได้ว่าประโยชน์ทางสมุนไพรของบัวหลวงมีอยู่มาก
                           นอกจากเป็น สมุนไพรแล้วบัวหลวงยังใช้ประโยชน์ในทางอี่น เช่น กลีบแห้งใช้มวนบุหรี่ในอดีต เรียกว่า บุหรี่กลีบบัว ใบแก่นำมาตากแห้งใช้เป็นส่วนผสมของยากันยุง เปลือกบัวนำมาเป็นวัสดุในการปลูกเห็ดชนิดหนึ่งเรียกว่า เห็ดบัว 
                           ในทางแห่งพระพุทธศาสนา ดอกบัวหลวงมีความสำคัญเกี่ยวข้องอยู่หลายประการกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบปัญญาขาแห่งบุคคลที่สามารถรู้และเข้าใจธรรมะ เพื่อความหลุดพ้น ๔ จำพวกด้วยกัน ดอกบัว ๔ เหล่านี้เปรียบได้กับดอกบัวที่ตั้งพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้ คือผู้รู้เข้าใจธรรมะได้ฉับพลันตั้งแต่ท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง ดอกบัวประเภทที่ ๒ ดั่งดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันรุ่งขึ้น เฉกผู้รู้เข้าใจต่อเมื่อท่านได้ขยายความแห่งธรรมะนั้น ประเภทต่อมาคือดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำยังไม่โผล่พ้นน้ำ จักบานในวันด่อ ๆ ไป คือผู้ที่พอจะแนะนำต่อไปได้เพื่อเข้าใจในธรรมะ ประเภทสุดท้ายคีอ ดอกบัวที่จมอยู่ในน้ำ กลายเป็นภักษาหารแห่งปลาและเต่าคือผู้ที่ได้แค่ตัวบทหรีอถ้อยคำเท่านั้น ไม่อาจจะเข้าใจความหมายรู้ในธรรมะได้
                           ดอกบัวหลวง สำหรับชาวพุทธถือว่ามีความสำคัญที่เป็นอามิสบูชา เกี่ยวข้องโดยตรงสำหรับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์
                           บัวหลวงจึงมีความสาคัญในแง่ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร และความรู้สึกทางจิตใจของมนุษย์มาช้านาน

ประวัติดอกบัว

                                      

                                  บัว พันธุ์ ไม้น้ำที่ถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ผุดผ่องและคุณงามความดีใน พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบระดับสติปัญญาของมนุษย์กับการเจริญเติบโตของบัว เป็น 4 เหล่าคือ บัวในโคนตม บัวใต้น้ำ บัวปิ่มน้ำ และบัวเหนือน้ำ บัวเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ดูสง่างาม ดอกมีขนาดใหญ่ มีสีสันสวยงาม เด่นสะดุดตาสะดุดใจแก่ผู้พบเห็น บางชนิดมีกลิ่นหอมน่าชื่นชม ด้วยเหตุนี้เองบัวจึงได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งไม้น้ำ”

                                  บัว เป็นพืชน้ำชนิดหนึ่งอยู่ในวงศ์ Nymphaeaceae จัดเป็นพืชน้ำล้มลุกที่มีอายุหลายปี พบได้ทั่วไปทั้งในเขตร้อน เขตอบอุ่นและเขตหนาว จำแนกถิ่นกำเนิดและการเจริญเติบโตได้ 2 จำพวกคือ


                                  1. บัวที่เกิดและเจริญเติบโตในเขตอบอุ่นและเขตหนาว (Subtropical and Temperate Zones) เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ภาคใต้ของอเมริกาใต้ ตอนเหนือของอินเดีย จีนและออสเตรเลีย บัวประเภทนี้มีเหง้าสะสมอาหารอยู่ในดิน เมื่อถึงฤดูหนาวผิวหน้าของน้ำเป็นแผ่นน้ำแข็ง จะทิ้งใบและอาศัยอาหารในเหง้าเลี้ยงตัวเอง เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิน้ำแข็งละลายหมดก็จะเจริญแตกหน่อต้นใหม่ และจะเจริญเติบโตออกดอกออกผลหมุนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยไป เรียกบัวประเภทนี้ว่า Hardy Type หรือ Hardy Waterlily นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม Castalia Group หรือ อุบลชาติประเภทยืนต้น
                                  2. บัวที่เกิดและเจริญเติบโตในเขตร้อน (Tropical Zones) เช่น ทวีปเอเซียตอนกลางและตอนใต้ อาฟริกา ออสเตรเลียตอนเหนือ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ บัวประเภทนี้กำเนิดและเจริญเติบโตได้ในเขตร้อนเขตเดียว ถ้านำไปปลูกในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว เมื่อเข้าฤดูหนาวผิวหน้าของน้ำเป็นน้ำแข็งทำให้บัวประเภทนี้ต้องตายไป จึงเรียกบัวประเภทนี้ว่า Tropical Type หรือ Tropical Waterlily นักพฤกษศาสตร์จัดให้บัวประเภทนี้อยู่ในกลุ่ม Lotus Group หรือ อุบลชาติประเภทล้มลุก