แกงส้มไหลบัวกุ้งสด

เครื่องปรุง/พริกแกงแบบภาคกลาง
1.ไหลบัวล้างสะอาดหั่นเป็นท่อนๆพอคำ 1 ถ้วย
2.กุ้งสด 1 ขีด
3.พริกแห้ง 8-10 เม็ด
4.หอมแดง 5 หัว
5.กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
6.กระเทียม 10 กลีบ
7.เกลือเล็กน้อย
8.น้ำส้มมะขาม 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำมะนาว
9.น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
10.น้ำสะอาดพอประมาณ

พริกแกงส้ม(แกงเหลือง)แบบภาคใต้
หอมแดง กระเทียม พริกแห้ง พริกขี้หนูสด  เกลือ ขมิ้น(ขูดเปลือก) กะปิ
1 – พริกแห้งและพริกขี้หนูสด
2 – กระเทียม
3 – หอมแดง
4 – ขมิ้น (ขูดเปลือก)
5 - เกลือป่น
6 - กะปิ

โขลกส่วนประกอบ 1 - 5 เข้าด้วยกัน จนละเอียด หลังจากนั้นใส่กะปิโขลกลงไปผสมให้เข้ากัน
หรือจะใส่เครืองปั่นก็ได้

วิธีทำ
1. เริ่มจากโขลกพริกแกงเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นตั้งน้ำแกงให้เดือด ก่อนใส่เครื่องแกงที่โขลกแล้วลงไป
2. ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำส้มมะขาม และน้ำตาลทราย ให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน
ใส่ไหลบัวที่หั่นเป็นท่อนลงไป ตามด้วยกุ้งสดล้างสะอาดผ่าหลังเรียบร้อย
ทิ้งไว้สักครู่พอเดือด ชิมรสตามใจชอบ ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟกินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ

เมี่ยงดอกบัวหลวง

          สำหรับส่วนผสมในการทำน้ำเมี่ยง ได้แก่ น้ำตาลปี๊บ 1 ถ้วย น้ำตาลทราย 1 ถ้วย น้ำ ½ ถ้วย น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ข่าคั่วโขลก 1 ช้อนชา ราผักชีคั่วโขลก 1 ช้อนชา กะปิเผา ¼ ช้อนชา

          โดยนำส่วนผสมดังกล่าวใส่รวมกันแล้วเคี่ยวพอข้นโดยการใช้ไฟอ่อนๆ ขณะที่เคี่ยวนี้เราควรหมั่นคนตลอดเวลา เพื่อป้องกันการไหม้

          ระหว่างนี้เราสามารถเตรียมเครื่องเคียง ซึ่งประกอบไปด้วย ดอกบัวหลวง เกสรบัวหลวง เมล็ดดอกบัวหลวง มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสง กุ้งแห้ง มะนาว ขิง หัวหอมแดง หั่นให้เป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า และ พริก หั่น สำหรับดอกบัวหลวงและเกสรบัวหลวงนั้นเราควรเลือกดอกที่กำลังจะบาน เพราะจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากกลีบของดอกบัว

           หลังจากที่ได้ดอกบัวหลวงพร้อมเกสรมาแล้วเราควรล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำผสม เกลือเล็กน้อย โดยเด็ดดอกบัวทีละกลีบ เมื่อล้างเสร็จนำมาวางให้สะเด็ดน้ำ นำมาทานพร้อมเครื่องเคียงข้างต้น ก็จะได้ความหอมจากดอกบัวและรสชาติที่กลมกล่อมจากน้ำเมี่ยง พร้อมด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่ดี รับรองความอร่อย

ขอขอบคุณ - ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม หัว หน้าประจำสาขาอาหารและโภชนาการ คณะเทคโนโลยี คหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ธัญบุรี ที่ได้คิดค้นเมนูชูสุขภาพเมี่ยงบัวหลวง

การผสมพันธุ์และการขยายพันธุ์

การผสมพันธุ์
ดอกบัวจัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียว กัน เกสรตัวเมียจะบานก่อนเกสรตัวผู้ 1-2 วัน ดังนั้นเกสรตัวเมียจึงมักได้รับการผสมพันธุ์จากเกสรตัวผู้ของดอกอื่น โดยมีลมและแมลงเป็นตัวช่วยในการผสมพันธุ์ แต่การผสมพันธุ์บัวเพื่อให้ได้บัวพันธุ์ใหม่ที่มีสีสวยแปลกออกไปและเพื่อ เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จึงมักเป็นการผสมพันธุ์โดยมนุษย์ช่วยผสมพันธุ์ โดยคัดเลือกบัวพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่จะนำมาผสม ก่อนดอกแม่บาน 1-2 วัน ให้ทำการเปิดดอกแล้วใช้กรรไกรขลิบตัดเกสรตัวผู้ออกให้หมดแล้วคลุมดอกด้วยผ้า มุ้งตาถี่ๆ เพื่อกันเกสรตัวผู้จากดอกอื่นที่ไม่ต้องการเข้ามาผสม เมื่อดอกแม่บานให้ขลิบตัดเอาเกสรตัวผู้จากดอกต้นพ่อพันธุ์และควรเป็นดอกที่ บานแล้วประมาณ 2 วัน มาใส่บนเกสรตัวเมียของดอกแม่แล้วคลุมด้วยผ้ามุ้งตามเดิม ดอกแม่เมื่อได้รับการผสมแล้วถ้าผสมไม่ติดดอกจะลอยอยู่ปริ่มน้ำแล้วจะโรยไป ถ้าผสมติดดอกจะเริ่มกลายเป็นฝักโดยดอกจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ เมื่อดอกเจริญเป็นฝักแก่และมีเมล็ดแก่ก็จะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำใหม่อีกครั้ง จึงเก็บเอาฝักแก่มาแยกเอาเมล็ดนำไปเพาะเมล็ดต่อไป
การขยายพันธุ์
การแยกเหง้า บัวในเขตอบอุ่นและเขตหนาวที่มีลำต้นเป็นแบบเหง้าสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย วิธีแยกหน่อหรือต้นอ่อนจากเหง้าต้นแม่ไปปลูก โดยตัดแยกเหง้าที่มีหน่อหรือต้นอ่อนยาว 5-8 ซม. ตัดรากออกให้หมด ถ้าเป็นต้นอ่อนสามารถนำไปปลูกยังที่ต้องการได้เลย ถ้าเป็นหน่อให้นำไปปลูกในกระถางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-25 ซม. ฝังดินให้ลึกประมาณ 3-5 ซม. กดดินให้แน่น เทน้ำให้ท่วมประมาณ 8-10 ซม. ดินที่ใช้ควรเป็นดินเหนียวเพื่อช่วยจับเหง้าไม้ให้ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ เมื่อหน่อเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่จึงย้ายไปปลูกยังที่ต้องการ
การแยกไหล บัวในเขตร้อนโดยเฉพาะบัวหลวงจะสร้างไหลจากหัวหรือเหง้าของต้นแม่แล้วไปงอก เป็นต้นใหม่ สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีตัดเอาไหลที่มีหน่อหรือปลิดต้นใหม่จากไหลไปปลูก การตัดไหลที่มีหน่อไปปลูกควรตัดให้มีขนาดความยาวประมาณ 2-3 ข้อ และมีตาประมาณ 3 ตา นำไหลที่ตัดฝังดินให้ลึก 3-5 ซม. กดดินให้แน่น ต้นอ่อนจะขึ้นจากตาและเจริญเป็นต้นใหม่ต่อไป
การแยกต้นอ่อนที่เกิดจากใบ บัวในเขตร้อนสกุลบัวสายบางชนิดจะแตกต้นอ่อนบนใบบริเวณกลางใบตรงจุดที่ต่อกับ ก้านใบหรือขั้วใบ สามารถขยายพันธุ์ได้โดยตัดใบที่มีต้นอ่อนโดยตัดให้มีก้านใบติดอยู่ 5-8 ซม. เสียบก้านลงในภาชนะที่ใช้ปลูกให้ขั้วใบที่มีต้นอ่อนติดกับผิวดิน ใช้อิฐหรือหินทับแผ่นใบไม่ให้ลอย เติมน้ำให้ท่วมยอด 6-10 ซม. ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นอ่อนจะแตกรากยึดติดกับผิวดินและเจริญเติบโตต่อไป
การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์วิธีนี้ไม่ค่อยนิยมปฏิบัติเนื่องจากยุ่งยากและต้องใช้เวลานาน ยกเว้นบัวกระด้งที่ต้องขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดเท่านั้น นอกจากนี้การเพาะเมล็ดมักนิยมใช้กับเมล็ดบัวที่ได้จากการผสมพันธุ์บัวขึ้นมา ใหม่แล้วเก็บเอาเมล็ดนำมาเพาะ เพื่อสะดวกในการคัดแยกพันธุ์ วิธีการเพาะเมล็ดมีดังนี้ เตรียมดินเหนียวที่ไม่มีรากพืช ใส่ลงในภาชนะปากกว้างที่มีความลึกประมาณ 25-30 ซม. โดยไส่ดินให้สูงอย่างน้อย 10 ซม. ปรับแต่งหน้าดินให้เรียบและแน่น เติมน้ำให้สูงจากหน้าดินประมาณ 7-8 ซม. นำเมล็ดที่จะใช้เพาะโรยกระจายบนผิวน้ำให้ทั่ว เมล็ดจะค่อยๆ จมลงใต้น้ำ สำหรับเมล็ดบัวหลวงและบัวกระด้งเมล็ดมีขนาดใหญ่ ให้กดเมล็ดให้จมลงไปในดินแล้วเติมน้ำให้สูงจากผิวดินประมาณ 15 ซม. นำภาชนะที่เพาะไปไว้ในที่มีแดดรำไร ประมาณ 1 เดือน เมล็ดจะเริ่มงอกเป็นต้นอ่อน เมื่อต้นอ่อนแข็งแรงและมีใบประมาณ 2-3 ใบ จึงแยกนำไปปลูกยังที่ต้องการ

5 วิธีการปลูกและการดูแลรักษาบัว

       

                บัวเจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียวที่มีธาตุอาหารเพียงพอ เช่น ดินท้องร่องสวน ดินทุ่งนาหรืออาจนำดิน มาผสมใหม่ น้ำควรมีอุณหภูมิ 15-30 ํC มีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-8 พื้นที่ผิวน้ำไม่น้อกว่า 1 ตร.ม. (ตารางเมตร) และได้รับแสงแดดไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน
อย่างไรก็ตาม บัวแต่ละชนิดต้องการแสงแดด พื้นที่ผิวน้ำ และความลึกของน้ำแตกต่างกัน ซึ่งสามารถจัด ระดับได้ดังนี้
1. ความต้องการแสงแดด หมายถึง ระยะเวลาที่บัวได้รับแสงแดดแล้วให้ดอกดกที่สุด มี 3 รัดับ คือ
                 แสงแดดเต็มที่ : ในแต่ละวันต้องการแสงแดดติดต่อกันตั้งแต่ 5 ชั่วโมงขึ้นไป 
                 แสงแดดปานกลาง : ในแต่ละวันต้องการแสงแดดในตอนเช้าหรือบ่าย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 5 ชั่วโมง
                 แสงแดดกึ่งร่มกึ่งแดด : ต้องการแสงแดดบ้างหรือร่มบ้างสลับกับตลอดวัน
 2. พื้นที่ผิวน้ำ หมายถึง ความกว้างของพื้นที่ผิวน้ำ สำหรับการแผ่กระจายของใบและดอก มี 3 ระดับเช่นกัน คือ
                  พื้นที่ผิวน้ำแคบ : 0.1 -1.5 ตร.ม. หรือ กว้าง 30 ซม. ขึ้นไป
                  พื้นที่ผิวน้ำกว้าง : 0.5 – 1 ตร.ม. หรือ กว้าง 50 ซม. ขึ้นไป
                  พื้นที่ผิวน้ำกว้างมาก : ตั้งแต่ 1 ตร.ม. ขึ้นไป
  3. ความลึกของน้ำ หมายถึง ความลึกของผิวดินหน้าของดินปลูกถึงผิวหน้าของน้ำ ในระดับที่เหมาะกับการ เจริญเติบโตของบัว มี 3 ระดับ คือ
                 น้ำตื้น : ความลึกของน้ำ 15-30 ซม.
                 น้ำลึก : ความลึกของน้ำ 30-60 ซม.
                 น้ำลึกมาก : ความลึกของน้ำ 60-120 ซม.
          นอกจากนี้ แต่ละฤดูปริมาณการผลิดอกของบัวก็แตกต่างกัน ในฤดูฝนจะให้ดอกดกที่สุด ส่วนในฤดู หนาวดอกจะออกน้อยลง บัวฝรั่งบางพันธุ์จะมีการพักตัว ผลัดใบทิ้งและไม่ผลิดอกจนถึงฤดูฝนจึงแตกใบและผลิ ดอกอีกครั้งหนึ่ง
     ส่วนการปลูกบัวในภาชนะเพื่อใช้ประดับบริเวณบ้าน ภาชนะปลูกไม่ควรเป็นโลหะ นิยมใช้อ่างหรืออ่าง ดินเผา อ่างเคลือบ หรือถังปูน (ถังส้วม) เส้านผ่าศูนย์กลาง(กว้างหรือยาว) 45-60 ซม. ความลึกไม่ต่ำกว่า 30 ซม. มีพื้นที่ผิวน้ำตั้งแต่ 0.35 ตร.ม. บรรจุดินได้อย่างน้อย 0.027 ลูกบาศก์เมตร และต้องคำนึงถึงพันธุ์บัวที่ใช้ปลูกด้วย ว่า ต้องการน้ำลึกหรือน้ำตื้น

วิธีปลูกบัว   
          –  นำดินใส่ในภาชนะ 2 ใน 3 ส่วน เติมน้ำแล้วเขย่าให้ดินนุ่ม อัดให้แน่น
         -  ถ้าปลูกในบ่อต้องหว่าน ร็อคฟอสเฟต (rock phosphate) 1 กำมือต่อผิวดิน 1 ตร.ม. คลุกให้ทั่ว
        – นำหน่อ หัวหรือเหง้ามาปลูก แล้วกลบด้วย ดินเหนียว อีก 1 ใน 3 ส่วน ให้ยอดโผล่เหนือดิน
           - อัดดินให้แน่นแล้วเติมน้ำให้ท่วมดินเล็กน้อย ควรรักษาระดับ น้ำให้สูงพอดีกับใบที่แผ่อยู่เสมอ

กำเนิดของบัว

แม้เกิดจากโคลนตม แต่ก็สามารถชูก้าน ส่งดอกขึ้นเบ่งบาน งามบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหนือผิวน้ำ บัวจึงถูกยกย่องว่าเป็นของควรบูชา ประกอบกับวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยที่มีการตั้งถิ่นฐานตามสองฝั่งน้ำมาแต่ โบราณ จึงมีการใช้ประโยชน์จากบัว ทั้งทางด้านอาหาร ยารักษาโรค ตลอดจนได้ชื่นชมความงามของพืชน้ำชนิดนี้ ความผูกพันของคนไทยที่มีต่อบัวยังก่อให้เกิดบทบาทสำคัญต่อการกำเนิดแบบแผน วัฒนธรรมประเพณี ภาษา วรรณกรรมและศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ อีกมากมายของไทย

บัวเป็นดอกไม้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ตั้งแต่การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงใช้ดอกบัวเพื่อบูชาพระ และในพิธีกรรมทางศาสนา บัวจึงเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ ของความบริสุทธิ์และคุณงามความดี

ประเพณีรับบัวหรือโยนบัว เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานของชาวบางพลี โดยประชาชนจะโยนดอกบัวลงในเรือขบวนแห่พระพุทธรูปจำลองของหลวงพ่อโต และโยนบัวให้กับคนต่างบ้านที่พายเรือมาเที่ยวด้วย เพื่อเป็นการทำบุญร่วมกัน

ประเพณีลอยกระทง เป็นประเพณีโบราณของไทย โดยลักษณะของกระทงถูกประดิษฐ์ให้เป็นทรงรูปดอกบัวบาน

บัวยังนิยมใช้ตั้งเป็นชื่อ เป็นชื่อคน เช่น จงกลนี ปทุมวดี บัวผัน บัวเผื่อน แม้แต่ในวรรณคดีใน “ขุนช้างขุนแผน” ก็มีบัวคลี่ ใน “นิทานเวตาล” ก็มีนางปัทมาวดี เป็นชื่อจังหวัด อำเภอ ตำบล และวัด เช่น จังหวัดปทุมธานี อำเภอปทุมวัน อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอลาดบัวหลวง วัดปทุมคงคา วัดสระปทุม ทั้งนี้ก็เนื่องจากอดีตสถานที่แห่งนั้นมีไม้น้ำนี้อยู่มากจนพบเห็นได้ทั่วไป จึงตั้งชื่อให้เป็นนิมิตมงคล

นอกจากนี้ บัวยังเข้ามามีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับความเชื่อในการดำเนินชีวิตของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนตาย กล่าวคือ เมื่อสตรีไทยตั้งครรภ์ใกล้ถึงกำหนดคลอด ผู้ใหญ่จะจัดหาดอกบัวที่ใช้ในงานบวชมาต้มน้ำให้ดื่ม เพื่อจะให้คลอดบุตรได้ง่ายและปลอดภัย ชายไทยเมื่ออายุครบบวชก็จะเข้าพิธีอุปสมบท โดยใช้ใบบัวเป็นภาชนะรองรับผมที่โกน สำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต มักมีการนำดอกบัวใส่มือผู้ตายในท่าพนมมือ เพื่อให้ผู้ตายนำไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วย